ชามก๋วยเตี๋ยวของปลาทอง
posted on 15 Apr 2007 20:05 by mooninspiredพระอาจารย์บอกว่า "ชีวิตคนเราก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม" ถ้าชีวิตเราเป็นก๋วยเตี๋ยว มันก็คง เผ็ดๆ เปรี้ยวน้อยหน่อย เค็มๆขื่นๆ มีลูกชิ้น มีหมูเยอะๆ(ความต้องการส่วนตัว) มีถั่วลิสง
กระเทียมเจียว กากหมู ..พอละ นี่ไม่ใช่เวลามานั่งหิว! แต่เห็นมั๊ยมันไม่มีรส หวาน (แม้ความจริงก๋วยเตี๋ยวรสโปรดของเราคือ เผ็ด+หวานๆ) แต่ถามว่า เรายังกินก๋วยเตี๋ยวชามนี้ได้มั๊ย
ได้แน่นอน แม้ว่าเราจะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้ามีรส หวาน มาเพิ่ม มันก็คงอร่อยชวนฝันกว่าเดิมไม่น้อย แต่ตอนนี้ลิ้นเราก็เริ่มปรับเข้ากับ รส เค็ม เปรี้ยว ในแบบที่เรามีอยู่แล้วล่ะ เรากินมันได้อร่อย
ขึ้น enjoy eating! เพราะมองไปรอบๆชาม ควานลงไปก้นถ้วย เราก็เจอหมูชิ้น ลูกชิ้น ถั่วงอกมากมาย ให้เราได้ลิ้มลองและอร่อยไปกะมันสามารถเอ็นจอยกับก๋วยเตี๋ยวของตัวเองได้
โดยไม่รีบร้อน ตีโพยตีพายที่เรา ขาด รส หวาน เพราะเรายังคงหวังว่า แม่ค้าอาจจะกำลังถือกระปุกน้ำตาลเดินมาลิบๆนั่นแล้ว อดทนรออีกนิด อาจจะมีรสหวาน มาเพิ่มให้ก๋วยเตี๋ยวเราอร่อย
ขึ้น แม้คนอื่นๆที่กำลังกินก๋วยเตี๋ยวของพวกเขาอยู่ อาจจะอร่อยกว่าก๋วยเตี๋ยวของฉัน เพราะพวกเขามีรส หวาน ที่ฉันไม่มี (แต่ไม่แน่ว่า รสหวาน ของพวกเขา อาจแทรกรสขมปร่าอยู่ด้วยก็
ได้)แต่นี่..มันคือก๋วยเตี๋ยวของฉันนะ มีรสในแบบของฉัน ฉันควรจะลิ้มลองมัน เอ็นจอยกับมันให้เต็มที่ ในแบบของมัน ไม่ต้องดิ้นรน ยัดเยียด โหยหา เรียนรู้และปรับลิ้น ปรับใจตัวเอง
ให้เข้ากับมันได้ตะหาก เห็นมั๊ย ก๋วยเตี๋ยวของฉันก็อร่อยไม่แพ้ของคนอื่นเหมือนกัน
อีกเรื่อง พระอาจารย์ บอกว่า คนที่ชาตินี้เขาผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา มาทำให้เรา รัก หลง เสียใจ ผ่านมาไม่นานก็ไปนั้น เปรียบเสมือนกับ ในชาติที่แล้วเขาเป็นคนที่ทำบุญผ้าป่ากองเดียว
กับเรามา(คิดดูซิในงานทอดผ้าป่า คนเยอะขนาดไหนจริงมั๊ย) เราอาจจะเล็งๆเขาอยู่ แต่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน จิตก็ไปดึงให้ผ่านมาเกิดร่วมกันในชาตินี้ แล้วเขาก็จากไป แต่เราเมื่อเสียใจ
ก็ไปยึดติดเขาซะมากมาย ไม่ยอมปล่อยเขาไปซะที แต่ เราลืมดูไปว่าในงานทอดผ้าป่างานนั้น ยังมีคนที่ทอดผ้าผืนเดียวกะเรา นั่งข้างเรา สบตาเรา คุยกะเราอย่างออกรสในชาตินั้นอยู่ด้วย
อีกมากมาย ซึ่งชาตินี้เมื่อเขามาก็คงไม่แค่ "แวะมา ฝากแค่น้ำตา ให้ค้างคาในใจ" เราหรอก จริงมะ มันไม่ได้มีไอ้หมอนั่นคนเดียวร็อกก(คล้ายกะบอกตัวเองจังแหะ อิอิ)
ดวงวิญญาณแต่ละดวงเวลาจะมาเกิดนั้นเขาก็มีจุดมุ่งหมายของดวงวิญญาณของเขาเอง อย่างเช่น การที่เขาผ่านเข้ามาในชีวิตของเรานั้น เขาก็มีจุดประสงค์ของดวงวิญญาณของเขาเอง ว่า
จะผ่านมาแค่มาสั่งสอนให้เราเรียนรู้ชีวิตนะ (รัก อกหัก เสียใจ อนิจจัง) ให้เราเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้จะมาอยู่กับเรานานๆ อยู่ด้วยกันตลอดไป เขาผ่านเข้ามาทำหน้าที่ตามจุดมุ่งหมาย
ดวงวิญญาณของเขา เมื่อทำเสร็จ แล้ว เขาก็ไป เป็นธรรมดา ฝากไว้แต่ บทเรียน ความเข้มแข็งให้แก่จิตวิญญาณของเรา
คนที่ได้อ่านคงกะลังคิดว่า เที่ยวนี้มันมาแปลกๆ ปลงๆ เอาน่าก็ ต้องให้กำลังใจตัวเอง เรียนรู้ และอยู่ต่อปายยยย ...ยุยโกะ กัมบัตเต๊...!!!!
ในฐานะที่เรา (เหมือนจะ) เป็นผู้รอดชีวิตจากอาการอกหักมาได้อีกนางนึง(หรือเชือกนึง แปร๋น) เพชร เลยมอบหมายให้เราบอกกระบวนยุทธเหล่านั้นให้น้องคนนึงเพื่อช่วยให้เธอรอดจาก
อาการที่ว่านี้เช่นกัน จากในช่วงเวลาที่เราขมขื่น ซัฟเฟอร์อยู่นั้น คำปลอบโยนและข้อคิดดีๆจากเพื่อนๆพากันหลั่งไหลมาเหมือนห่าฝน(เว่อไป!) กอรปกับการที่เรากวาดหนังสือแนวเยียวยา
อาการ อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน มาตะโบมอ่านๆๆๆๆๆจนเกลี้ยงแผง เมื่อผ่านกระบวนการวิเคราะห์แลสังเคราะห์แล้วนั้น (เรียกกระบวนการนี้ง่ายๆว่า จำขี้ปากชาวบ้านมาพูดต่อ)เราจึงได้หลัก
ใหญ่ที่เป็นจุด enlightment มาไม่กี่อันที่ช่วยให้เรา survive ดังนี้
- ไอ้การก้มหน้าก้มตาจมปลักรักเค้า ทำเพื่อเค้า โดยอ้างว่าทำแล้วมันมีความสุขน่ะ มันสุขจริงมั๊ย? ทำน่ะมันทำเพื่อเค้าได้ แต่ช่วยดูด้วยว่า เราริดรอนเวลาที่จะเอามาทำสิ่งดีๆให้กับตัวเอง
ไปรึเปล่า Loving Him Without Losing You!
- ทราย เอามาเล่าให้ฟังว่า ฟังกรีนเวฟพี่อ้อย+พี่ฉอดบอกว่า ไอ้การบังคับตัวเองให้ตัดใจอ่ะ อย่าไปฝืน ไปเครียด บีบคั้นมันนัก ถ้ายังอยากกลับไปอยู่ บางทีก็ยอมปล่อยไปตามความต้อง
การของตัวเองบ้าง แล้วเหนื่อยเมื่อไหร่ ตื่นเมื่อไหร่ เดินออกมาก็ยังทัน (อาจจะสภาพยับเยินหน่อยนะ)
- ความรักนั้นไม่ได้ตรงข้ามกับ ความเกลียด อย่างที่เราเข้าใจ หากแต่มันตรงข้ามกับ ความกลัว ต่างหาก เราลองมาพิจารณาดูดีๆว่า เรารัก หรือ แค่กลัว เช่น กลัวจะเสียเค้าไป กลัวไม่มีใคร
มาจีบอีกแล้ว กลัวการอยู่คนเดียว กลัวภาวะด้อยค่า บลาๆๆ ถ้าแค่กลัวก็จบความกลัวนั้นซะเถอะ ง่ายๆที่ตัวเรา เพราะความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง ลองเผชิญหน้ากับมันอย่างเข้ม
แข็ง เพราะความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง!
- "รักแท้ ต้อง ไม่เหนื่อย"
- ทฤษฎี "ก้อน" เราลองแยกความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลออกมาเป็นก้อนๆ เช่น หลงก้อนนึง อยากได้ก้อนนึง นิสัยส่วนตัวของคนๆนั้นเพียวๆก้อนนึง แล้วหยิบก้อนนิสัยของเค้ามาดูซิ ถามตัว
เองว่ายังอยากได้แบบนี้อยู่อีกมั๊ย
เอ๊...มันยังมีอีกสองสามข้อน๊า แต่ ตอนนี้ลืม ยิ่งดึก ยิ่งมึน เฮ้อออ...ไว้นึกได้จะมาเล่าต่อ
ดูเหมือนเรายังพูดพาดพิงถึงเรื่องอกหักของตัวเองไม่หยุดนะ แต่ก็นั่นล่ะนะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่ในชามก๋วยเตี๋ยวของเรา ที่เราใช้เยียวยา สอนตัวเอง และกลับมาอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวที่ขาด
รสหวาน ของเราอีกครั้ง แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเคล้าน้ำตาอีกแล้ว จริงมะ